พันธเคมี

posted on 14 Nov 2008 16:47 by song345hok7

มีอยู่3แบบคือ

1พันธเคมีโควาเลนต์

พันธะโควาเลนต์ (อังกฤษ:Covalent bond) คือพันธะเคมี (chemical bond) ภายในโมเลกุลชนิดหนึ่ง พันธะโควาเลนต์เกิดจากอะตอมสองอะตอมใช้วาเลนซ์อิเล็กตรอนหนึ่งคู่หรือมากกว่าร่วมกัน ทำให้เกิดแรงดึงดูดที่รวมอะตอมเป็นโมเลกุลขึ้น อะตอมมักสร้างพันธะโควาเลนต์เพื่อเติมวงโคจรอิเล็กตรอนรอบนอกสุดของตัวเองให้เต็ม ดังนั้นอะตอมที่สร้างพันธะโควาเลนต์จึงมักมีวาเลนซ์อิเล็กตรอนอยู่มาก เช่น ธาตุหมู่ VI และหมู่ VII เป็นต้น พันธะโควาเลนต์แข็งแรงกว่าพันธะไฮโดรเจนและมีความแข็งแรงพอๆ กับพันธะไอออนิก

พันธะโควาเลนต์มักเกิดขึ้นระหว่างอะตอมที่มีค่าอิเล็กโตรเนกาทิวิตีใกล้เคียงกัน ธาตุอโลหะมีแนวโน้มที่จะสร้างพันธะโควาเลนต์มากกว่าธาตุโลหะซึ่งมักสร้างพันธะโลหะ เนื่องจากอิเล็กตรอนของธาตุโลหะสามารถเคลื่อนอย่างอิสระ ในทางกลับกัน อิเล็กตรอนของธาตุอโลหะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระนัก การใช้อิเล็กตรอนร่วมกันจึงเป็นทางเลือกเดียวในการสร้างพันธะกับธาตุที่มีสมบัติคล้ายๆ กัน อย่างไรก็ดี พันธะโควาเลนต์ที่มีโลหะนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเร่งปฏิกิริยา ตัวอย่างเช่น พันธะโควาเลนต์ระหว่างสารอินทรีย์กับโลหะเป็นเครื่องมือสำคัญของกระบวนการสร้างพอลิเมอร์หลายๆ กระบวนการ เป็นต้น

2พันธไออนิก

พันธะไอออนิค (พันธะไอออน) (ionic bond) เกิดจากที่อะตอมหรือกลุ่มของอะตอมสร้างพันธะกันโดยที่อะตอมหรือกลุ่มของอะตอมให้อิเล็กตรอนกับอะตอมหรือกลุ่มของอะตอม ทำให้กลายเป็นประจุบวก ในขณะที่อะตอมหรือกลุ่มของอะตอมที่ได้รับอิเล็กตรอนนั้นกลายเป็นประจุลบ เนื่องจากทั้งสองกลุ่มมีประจุตรงกันข้ามกันจะดึงดูดกัน ทำให้เกิดพันธะไอออน โดยทั่วไปพันธะชนิดนี้มักเกิดขึ้นระหว่างโลหะกับอโลหะ โดยอะตอมที่ให้อิเล็กตรอนมักเป็นโลหะ ทำให้โลหะนั้นมีประจุบวก และอะตอมที่รับอิเล็กตรอนมักเป็นอโลหะ จึงมีประจุลบ ไอออนที่พันธะไอออนมีความแข็งแรงมากกว่าพันธะไฮโดรเจน แต่แข็งแรงพอ ๆ กับพันธะโคเวเลนต์

3พันธะโลหะ

พันธะโลหะ (Metallic bonding) เป็นพันธะภายในโลหะซึ่งเกี่ยวข้องกับ การเคลื่อนย้าย อิเล็กตรอน อิสระระหว่างแลตทิซของอะตอมโลหะ ดังนั้นพันธะโลหะจึงอาจเปรียบได้กับเกลือที่หลอมเหลว อะตอมของโลหะมีอิเล็กตรอนพิเศษเฉพาะในวงโคจรชั้นนอกของมันเทียบกับคาบ (period) หรือระดับพลังงานของพวกมัน อิเล็กตรอนที่เคลื่อนย้ายเหล่านี้เปรียบได้กับทะเลอิเล็กตรอน(Sea of Electrons) ล้อมรอบแลตทิชขนาดใหญ่ของไอออนบวก

พันธะโลหะเทียบได้กับพันธะโควาเลนต์ที่เป็น นอน-โพลาร์ ที่จะไม่มีในธาตุโลหะบริสุทธ์ หรือมีน้อยมากในโลหะผสม ความแตกต่าง อิเล็กโตรเนกาทิวิตีระหว่างอะตอม ซึ่งมีส่วนในปฏิกิริยาพันธะ และอิเล็กตรอนที่เกี่ยวข้องในปฏิกิริยาจะเคลื่อนย้ายข้ามระหว่างโครงสร้างผลึกของโลหะ พันธะโลหะเขียนสูตรทางเคมีไม่ได้ เพราะไม่ทราบจำนวนอะตอมที่แท้จริง อาจจะมีเป็นล้านๆ อะตอมก็ได้ พันธะโลหะจะมีความสำคัญต่อคุณสมบัติทางฟิสิกส์หลายอย่างของโลหะเช่น

  • ความแข็งแรง
  • ตีแผ่เป็นแผ่นได้(malleability)
  • ดึงเป็นเส้นได้ (ductility)
  • นำความร้อนไดดี
  • นำไฟฟ้าได้ดีและนำได้ทุกทิศทาง
  • เนื้อเป็นเงา (luster)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ chemical bond.

พันธะโลหะเป็นแรงดึงดูดไฟฟ้าสถิต (electrostatic attraction) ระหว่างอะตอม หรือ ไออนของโลหะ และ อิเล็กตรอนอิสระ(delocalised electrons) นี่คือเหตุว่าทำไมอะตอมหรือชั้นของมันยอมให้มีการเลื่อนไถลไปมาระหว่างกันและกันได้ เป็นผลให้โลหะมีคุณสมบัติที่สามารถตีเป็นแผ่นหรือดึงเป็นเส้นได้

อุตส่าห์พิมพ์นะเนี่ย (ข้อมูล th.wikipedia.org

ธาตุง้าบ

posted on 08 Nov 2008 13:58 by song345hok7

 สัปดาห์นี้เราได้นำเสนอธาตุให้เพื่อนๆในห้องฟังโดยธาตุที่เลือกคือ ซีนอน  

ซึ่งไปซ้ำกับ มินนี่จึงนำเสนอด้วยกัน ทำให้ข้าพเจ้าแทบไม่ต้องพูดเลย 555+

 

ซีนอน (อังกฤษ: Xenon) คือธาตุเคมีที่มีหมายเลขอะตอม 54 และสัญลักษณ์คือ Xe ซีนอนเป็นธาตุที่มีลักษณะเป็นก๊าซมีตระกูล (Noble gases) ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น น้ำหนักมาก พบเพียงเล็กน้อยในบรรยากาศโลก

สารประกอบของซีนอนนีล บาร์เลตต์ได้ศึกษาสารประกอบของแพลทินัมชนิดหนึ่ง คือ แพลทินัมเฮกซะฟลูออไรด์ ซึ่งสามารถดึงอิเล็กตรอน 1 ตัวออกจากโมเลกุลของออกซิเจนกลายเป็นสารประกอบไดออกซิเจนิล เฮกซะฟลูออกโรแพลทิเนต เขาทราบว่าค่าพลังงานไอออไนเซชันของซีนอนนั้นใกล้เคียงกับของออกซิเจนในสภาวะโมเลกุลมาก จึงได้ทดลองซ้ำกับซีนอน พบว่าได้ผลึกของซีนอนเฮกซะฟลูออโรแพลทิเนต (V) ซึ่งสามารถลบล้างความเชื่อดั้งเดิมที่เชื่อว่า "ก๊าซมีตระกูลไม่สามารถเกิดสารประกอบได้" ลงอย่างสิ้นเชิง

ลัษณะทั่วไป

มวลอะตอม 131.293(6) กรัม/โมล การจัดเรียงอิเล็กตรอน [Kr] 4d10 5s2 5p6 อิเล็กตรอนต่อระดับพลังงาน 2, 8, 18, 18, 8

คุณสมบัติทางกายภาพ

 เฟส แก๊ส ความหนาแน่น (0 °C, 101.325 kPa)5.894 กรัม/ลิตร

จุดหลอมเหลว 161.4 K(-111.7 °C)

จุดเดือด 165.03 K(-108.12 °C) ความร้อนของการหลอมเหลว 2.27 กิโลจูล/โมล ความร้อนของการกลายเป็นไอ 12.64 กิโลจูล/โมล ความร้อนจำเพาะ (25 °C) 20.786 J/(mol·K) Critical pressure 5.84 MPa Critical temperature 289.8 K (16.6 °C)

คุณสมบัติของอะตอม

โครงสร้างผลึก cubic face centered สถานะออกซิเดชัน 0, +2, +4, +6
(rarely more than 0)
(ออกไซด์เป็นกรดอ่อน) อิเล็กโตรเนกาติวิตี 2.6 (Pauling scale)

พลังงานไอออไนเซชัน

ระดับที่ 1: 1170.4 กิโลจูล/โมล ระดับที่ 2: 2046.4 กิโลจูล/โมล

ระดับที่ 3: 3099.4 กิโลจูล/โมล รัศมีอะตอม (คำนวณ) 108 pm รัศมีโควาเลนต์ 130 pm รัศมีวานเดอร์วาลส์ 216 pm อื่น ๆ

การจัดเรียงทางแม่เหล็ก nonmagnetic

การนำความร้อน (300 K) 5.65 mW/(m·K)

ความเร็วเสียง (liquid) 1090 m/s เลขทะเบียน CAS 7440-63-3

การเผาด่างทับทิม

posted on 01 Nov 2008 15:36 by song345hok7

สัปดาห์นี้เรียนเกี่ยวกับการเผาด่่างทับทิม ซึ่งพอทำแล้วก็สนุกดีงับ (ชอบเล่นไฟ)

อุปกรณ์การเผาด่างทับทิมก็จะมี

หลอดทดลองใหญ่ หลอดทดลองเล็ก ท่อนำสาร สายยาง ตะเกียงแอลกอฮอล จุกยาง ที่จับหลอดทดลอง 

 ธูป และด่างทับทิม 3กรัมงับ

วิธีการทำคือ

เอา ด่างทับทิมมา3กรัมแล้วใส่ลงหลอดทดลองใหญ่ ใช้จุกยางปิหลอด แล้วต่อท่อนำสารในจุกยาง แล้วใช้สายยางต่อท่อนำสารอีกทีครับ (งงดี )

เสร็จแล้วก็หากะละมังมาใบ1แล้วใส่นำ้ความสูงพอสมควร แล้วเอาหลอด ทดลองเล็กไปใส่น้ำจนเต็มหลอด แล้วเอาคว่ำลงนำ้โดยไม่ให้น้ำในหลอดออกมา แล้วเอาสายยางทื่ด้าน1 ต่อกับหลอดทดลองใหญ่มายัดลงไป (ไม่ให้นำ้ออกโดยต้องจุมหลอดในนำ้ตลอดเวลา)

พอเสร็จแล้วก็จุดตะเกียงแอลกอฮอลแล้วเอามาเผาหลอดทดลองที่ใส่ด่างทับทิม พอผ่าไปซักพักน้ำในหลอดทดลองเล็กจะลดปริมาณอย่างรวดเร็ว เผาไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนด่างทับทิมเริ่มเปลี่ยนสี เผาจนพอใจแล้วก็เอาหลอดทดลองเล็กขึ้นมาโดยไม่ให้ก๊าซออก แล้วเอาสายยางออก จุดธุปแล้งอะธิฐานตามใจชอบ เอ๊ยจุดธุปแล้วรอให้ไฟดับ เอาเข้าไปในหลอดจะพบว่าไฟติด..  

 ส่วนด่างทับทิมหลังจากเผาละลายนำ้แล้วจะเป็นสีเขียวสวยดี ตอนแรกป็นสีม่วงงงงงงงงง

 

edit @ 4 Nov 2008 12:58:31 by sssooonnnggg